วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

การรวมกันระหว่างไมโครแมคโคร

การวิเคาระห์การทับซ้อน
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มีความสามารถในการนำข้อมูลเชิงพื้นฐาน หลายๆชั้น(themes,layers) มาซ้อนทับกัน (overlay) เพื่อทำการวิเคราะห์กำหนดเงื่อนไข ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแบบจำลองโดยการผสมผสานข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลที่ไม่ใช่เชิงพื้นที่เข้าด้วยกัน เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ หรือปันหาที่ต้องการแก้ไขบางอย่าง

สามารถนำไปใช้ได้ทั้งข้อมูลเชิงเส้น และข้อมูลเชิงกริด ผลที่ได้จากการทับซ้อนสองชั้นขึ้นไป จะทำให้เกิดข้อมูลใหม่ขึ้นมาหนึ่งชั้นข้อมูล จะเกิดรูปหลายเหลี่ยมขึ้นภายในชั้นข้อมูล และยังมีข้อมูลเชิงคุณลักษณะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การวิเคราะห์การทับซ้อน สามารถนำหลักการของการคำนวณเลขคณิต และพินิจตรรกะมาใช้ในการพิเคราะห์ด้วย เพื่อจะคัดเลือกให้แสดงผลตามเงื่อนไขได้







การวิเคราะห์การทับซ้อนด้วยเงื่อนไขทางพีชคณิตแบบบูล (boolean algebra)


macro and micro ( แมคโคร และ ไมโคร) อินเตอร์เซคชั่น





macro not micro (แมคโคร ไม่ใช่ ไมโคร) ผลต่าง



macro or micro (แมคโคร หรือ ไมโคร) ยูเนียน




macro xor micro (แมคโคร และ/หรือ ไมโคร) คอมพรีเมนท์

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

เปลี่ยนแปลงด้วยทฤษฎีเซต

เซต (set) อาจมองได้ว่าเป็นการรวบรวมกลุ่มวัตถุต่างๆ ไว้รวมกันทั้งชุด
ตอนเริ่มแรกของ Beiträge zur Begründung der transfiniten Mengenlehre โดย เกออร์ก คันทอร์ (Georg Cantor) ผู้สร้างทฤษฎีเซตคนสำคัญ ให้นิยามของเซตเซตหนึ่งดังต่อไปนี้:[1]

โดย "เซต" เซตหนึ่ง เราหมายถึงการสะสมรวบรวมใดๆ ที่ให้ชื่อว่า M เข้าเป็นหน่วยเดียวกันทั้งหมด ของวัตถุที่ให้ชื่อว่า m ที่แตกต่างกัน (ซึ่งเรียกว่า "สมาชิก" ของ M) ตามความเข้าใจของเรา หรือตามความคิดของเรา

ดังนั้นสมาชิกของเซตเซตหนึ่งจึงสามารถเป็นอะไรก็ได้ เช่น ตัวเลข ผู้คน ตัวอักษร หรือเป็นเซตของเซตอื่น เป็นต้น


การดำเนินการของเซต



ยูเนียน ของ A และ B คือเซตที่เกิดจากการรวบรวมสมาชิกของ A และ B เข้าไว้ด้วยกัน
อินเตอร์เซกชัน ของ A และ B คือเซตที่ประกอบด้วยสมาชิกที่เหมือนกันของ A และ B
ผลต่าง A – B คือเซตที่ประกอบด้วยสมาชิกของ A ที่ไม่ใช่สมาชิกของ B
คอมพลีเมนต์ ของ A เขียนแทนด้วย A’ คือสับเซตของ U ที่ประกอบด้วยสมาชิกที่ไม่อยู่ ใน A

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2551



การเปลี่ยนแปลงรูปทรง
เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อความลงตัว ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ หรือมีรูปทรงใหม่ในเชิงเพิ่ม ลดปริมาตร การแยกส่วน การเจาะทะลุเป็นต้น เช่น



วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551

งานอันเก่า


หลายคนเตือนว่าควรจะอัพบล็อกบ้าง เราก็เลยไปหางานที่พอมีอยู่มาลง ย้อนไปเมื่อตอนปิดเทอมช่วงซัมเมอร์นู๊นนนนนได้ปิดนานหลายเดือน บางวันว่างๆไม่มีอะไรทำก็เรยนั่งทำillustrationเล่นๆ ประกอบกับงานภาพประกอบที่ใช้ในบางวิชาเรยเอามารวมๆกัน เดี๋ยวนี้ไม่มีเวลามานั่งทำแล้วอ่ะ การบ้านวิชาโน่นนี่นี่นั้นมากมาย รึเราขี้เกียจขึ้นก็ไม่รู้ แต่ถ้าว่างก็คงทำอีก แต่ตอนนี้ถ้าว่าง ขอนอนดีกว่าคะ







-*- ของดีดีหายหมด

ไม่ได้อัพเสียนาน เพิ่งไปเปลี่ยนรหัสใหม่มา รหัสเดิมเป็นรัยไม่รู้อ่ะเข้าไม่ได้-*-


ไปเจอบทควานึง เขาเขียนถึง"ของดีไม่มีที่อยู่ "น่าสนใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิตยสาร ad&art แค่ชื่อก็น่าอ่านแร้ว แต่โชคร้ายที่เรามาไม่ทันได้อ่าน
แต่เราก็อยากอ่านมากเพราะยิ่งฟังเขาพูดถึงก็ยิ่งยากอ่านมากกก เขาพูดแนะนำนิตยสารนี้ว่า Ad&Art นิตยสารหลบมุม เปิดตัวครั้งแรกเมื่อต้นปี ฉบับปฐมฤกษ์เดือนมกราคม 50 นิตยสารตัวตรงสื่อตรงว่าเป็นนิตยสารสำหรับนักคิดและนักโฆษณา และรวมไปถึงงานศิลป์ แม้ว่าหน้าปกจะเป็น Art จ๋าออกจะเอนเอียงไปทาง Abstractไม่ดึงดูดตาเท่าไหร่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่ ARtist เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมองปกที่มีดาราอกตูม สวย สง่า มาก่อน มันดูเชย ๆ หน้าปกเปลือยเปล่าไร้คำเชิญชวน ภาพประกอบปกเป็นงานศิลปปลายพู่กันแรง ๆ ไม่มีการใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด ขนาดรูปเล่มไม่ใช่ A4 A5 ไม่ใช่ขนาดที่จะเห็นได้ง่าย ๆ จากนิตยสารทั่วไป
แต่ละฉบับไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะเนื้อหาทุกส่วนล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อนักคิดโฆษณาและ นักออกแบบ แทบทั้งสิ้น แม้จะไม่ใช่หนังสือสัมภาษณ์คนดัง หรือ How to แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้พื้นฐานและแนวความคิดที่จะนำไปต่อยอดอันเป็นประโยชน์ต่อนักคิด Artist เพิ่มเติมความรอบรู้พื้นฐานทางศิลปะสร้างรสนิยมในการชมงานศิลปะ มากมายที่จะได้ในหนังสือเล่มนี้ คงไม่ต้องบรรยาย ขยายความไปมากกว่านี้แล้วเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมที่ต้องรับรู้ด้วยจิตของตนเอง ถ้ามันปกติเหมือนนิตยสารโดยทั่วไปเราคงไม่เขียนถึง แต่ความผิดปกติมันอยู่ที่มันหายากเหลือเกิน เราคิดว่าถ้าเราไม่พยายามที่จะเสาะแสวงหาตามแผงหนังสือทั่วไปแทบทุกแผงที่จะหาได้คงไม่มีโอกาสได้มันมา
คุณมนต์ทิวา ที่เคารพ กล่าวในบทบรรณาธิการ “ที่จริงคุณจะไม่ได้อ่านฉบับนี้ด้วยซ้ำ เพราะเงินทุนเราหมดแล้ว แต่ดิฉันไม่ชอบการหายไปอย่างไม่ร่ำลา กลัวคุณเข้าใจผิด อีกทั้งเสียดายงานทั้งหมดที่ทำไป จึงขอให้บริษัท ……..แต่ดิฉันยังรักที่จะทำหนังสือ Ad&Art ต่อไปอีก จึงใช้สมองอย่างหนัก แล้วความคิดก็เกิดคือแทนการวางจำหน่ายตามแผงหนังสือ เราจะส่ง หนังสือให้ผู้อ่านโดยตรง คำนวณจากค่าใช้จ่ายคือต้องมีสมาชิกสองพันรายขึ้นไป และมีคนทำงานสามคนด้วยเงินเดือนต่ำกว่าปกติ…….. คงได้พบกันอีก ถ้าปาฏิการิย์มีจริง(อีกครั้ง)”

คือ...ยังทันอยู่มั้ยสำหรับคนที่สนใจ รึว่าอด ต้องทำใจคะ-*-

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ความสับสนวุ่นวาย

เนื่องจากหมกมุ่นอยู่กับกฎแห่งความเรียบง่ายอยู่พักหนึ่ง นกน้อยก็ต้องบินออกจากรัง แล้วตามหาปนะเด็นของงาน หาไปหามาก็สนใจกฎข้อนึงที่เขาได้พูดไว้ว่า ไม่มีใครต้องการแต่ความเรียบง่าย ถ้าไม่ดูจากความยุ่งยาก เราก็จะไม่เห็นความเรียบง่าย
เราจะรู้สึกก็ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์ที่แตกต่าง ประเด็นนี้แลใช่เรย
หลังจากได้ประเด็นแร้วก็ยังตึบๆตันๆอยู่เกือบสองอาทิตย์ จากพรีเซนเมื่ออาทิตย์ก่อนที่ไม่ได้คุยกับอาจารย์ก็เพราะ มีแต่ประเด็นที่ยังไม่ได้สารต่อ เลยไม่รู้จะพูดอะไรดี พอเวลาผ่านไปหลายวันเราก็ออกไปเที่ยวบ้างเปิดหูเปิดตาบ้าง เผื่อจะเจอความสับสนยุ่งยากในแบบของเรา ออกไปเจอผู้คนมากมาย จราจรวุ่นวาย สิ่งต่างๆรอบตัวก็ล้วนแต่เป็นสิ่งสับสนวุ่นวายทั้งนั้นเพราะกรุงเทพนี้เป็นเมืองที่มีพื้นที่จำกัด คนมากมายก็มุ่งเข้ามาแออัดกันอยู่ในเมืองแห่งนี้ ถ้าคนอยู่กระจายๆกันก็คงไม่วุ่นวายขนาดนี้
ทำให้เราคิดได้ว่า ความสับสนคือความมากมายหลายสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ก็เหมือนเวลาที่เราไปเที่ยวผับ ในห้องสี่เหลี่ยมๆ เปิดเพลงมันมากก แต่ก็ช่างดูวุ่นวายสับสนไปหมดเพราะคนมันมาอัดๆกันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมๆเยอะมาก ทุกคนตระโกนพูดคนละเรื่องทำคนละอย่างแตกต่างกันไป แต่ถ้าเราให้คนมากมายที่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้ทำในสิ่งเดียวกัน พูดอะไรพร้อมๆเหมือนๆกันก็คงจะเรียบง่ายขึ้น เลยนึกไปถึงพวกที่อยู่ด้วยกันเยอะๆในพื้นที่ๆจำกัดแต่ไม่สับสน พวกที่อยู่กันเยอะๆแต่ทำอะไรเหมือนๆกัน ก็นึกไปเรื่อย นึกไปถึงพวกทหาร พวกแปลอักษรบนสแตนเชียร์ ก็เลยสนใจพวกกลุ่มคนที่แปลอักษรที่มีการใช้ระบบพิกเซลในการแปลอักษรหรือแผ่นภาพ
คิดได้ดังนี้จึงตัดสินใจฟันทง ว่าจะหยิบระบบพิกเซลมาทดลองทำเป็นงาน ระบบพิกเซลก็เป็นการจัดระบบสิ่งที่สับสนให้เรียบง่าย ต่อจากนี้ก็อยากไปคิดต่อในเรื่องของพิกเซล เพราะ พิกเซลนั้นสามารถแตกออกมาเป็นงานได้อีกหลายแบบขึ้นอยู่กับเราว่าจะไปทดลองทำแบบไหนต่อไป เช่นงานพิกเซลของศิลปินคนหนึ่งที่เคยเห็นในหนังสือ เขาใช้จำนวนพิกเซลให้น้อยที่สุดและสีน้อยที่สุดทำออกมาเป็นหน้าบุคคลสำคัญของโลก หรือ อย่างเช่นวันนี้ที่เราได้ดูงานของอาจารย์เอ๋ ก็เป็นการทำผลงานออกมาเป็นระบบพิกเซล กลายเป็นงานอีกรูปแบบหนึ่ง ก็เรยอยากจะทดลองระบบพิกเซลให้ออกมาเป็นงานในรูปแบบต่างๆ

คอมเม้นด้วยคะ เอาปรับปรุงแก้ไขคิดกันต่อไป ขอบคุณคะ

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2550

PIXEL

จุดภาพ หรือ พิกเซล (pixel) เป็นหน่วยพื้นฐานของภาพ คือจุดภาพบนจอแสดงผล หรือ จุดภาพในรูปภาพที่รวมกันเป็นภาพขึ้น โดยภาพหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วยจุดภาพหรือพิกเซลมากมาย และเเต่ละภาพที่สร้างขึ้นจะมีความหนาเเน่นของจุดภาพ หรือบางครั้งแทนว่าความละเอียด (ความคมชัด)ที่เเตกต่างกันไป จึงใช้ในการบอกคุณสมบัติของภาพ จอภาพ หรือ อุปกรณ์แสดงผลภาพได้
จอภาพที่มีจำนวนพิกเซลมาก จะมีความละเอียดของภาพมาก โดยมากจะระบุจำนวนพิกเซลแนวนอน x แนวตั้ง เช่น 1366 x 768 พิกเซล
คำว่า "พิกเซล" (pixel) มาจากคำว่า "พิกเจอร์" (picture) ที่แปลว่า
รูปภาพ เเละ "เอเลเมนต์" (element) ที่แปลว่า องค์ประกอบ

ขนาดแสดงภาพมาตราฐานมาดังนี้:
VGA 0.3 ล้านพิกเซล= 640×480
SVGA 0.5 ล้านพิกเซล= 800×600
XGA 0.8 ล้านพิกเซล= 1024×768 (หรืออาจเรียก XVGA)
SXGA 1.3 ล้านพิกเซล= 1280×1024
EXGA 1.4 ล้านพิกเซล= 1400×1050
UXGA 1.9 ล้านพิกเซล= 1600×1200
QXGA 3.1 ล้านพิกเซล= 2048×1536
QSXGA 5.2 ล้านพิกเซล= 2560×2048
WQSXGA 6.6 ล้านพิกเซล= 3200×2048
QUXGA 7.7 ล้านพิกเซล= 3200×2400
WQUXGA 9.2 ล้านพิกเซล= 3840×2400